👍มาพิชิตวิกฤตเศรษฐกิจด้วย 5 กลยุทธ์บริหารธุรกิจที่องค์กรควรรู้👍

✔กลยุทธ์ สร้างทีมให้แข็งแกร่ง เพราะโควิด-19 ทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป นอกจากพนักงานที่ต้องปรับตัวแล้ว องค์กรก็ต้องปรับตัวและพร้อมสร้างความมั่นคง และความปลอดภัยให้กับพนักงาน  ✔กลยุทธ์ ออนไลน์พิชิตใจลูกค้า เพราะวิกฤตโควิด-19 ทำให้คนหันมาบริโภคสินค้าผ่านทางออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้การบริหารธุรกิจ อยู่รอดธุรกิจต้องหันมาทำการตลาดออนไลน์ ทั้งการทำการตลาดด้วย E-Commerce ไปจนถึงการทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย ✔ กลยุทธ์ Data Driven เราอยู่ในยุคที่ใครมีข้อมูลมากกว่า คือผู้ชนะ ยุคที่องค์กรขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การบริหารธุรกิจ โดยใช้ข้อมูลทั้งจากฐานลูกค้า  ✔กลยุทธ์ พร้อมรับมือทุกสถานการณ์  การบริหารธุรกิจ ในยุควิกฤตเศรษฐกิจนี้ ธุรกิจต้องพร้อมปรับตัว พร้อมเปลี่ยนแปลง และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์  ✔กลยุทธ์ ปรับแผนการเงินสู้ บริหารธุรกิจ คือ การวางแผนทางการเงิน เพื่อรับมือกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ควรมีการอัปเดตแผนการเงินใหม่ เพื่อให้สภาพการเงินขององค์กรยังไหลลื่น ไม่สะดุด🙏

💡ไม่ปรับไม่ได้แล้ว Agile Mindset ในเมื่อโลกเปลี่ยนความคิดคนทำงานก็ต้องเปลี่ยน💡

Agile Mindset คือ แนวคิดการบริหารจัดการโลกแห่งการทำงานที่เน้นความคล่องตัว ว่องไว มีความยืดหยุ่นสูง มีการทำงานเป็นทีมเพื่อร่วมแก้ปัญหา ปัจจุบันบริษัทชั้นนำของประเทศไทย เริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบ Agile มาประยุกต์ใช้มากขึ้น โดยหลักของการทำงานมีดังนี้ 🔼ทำงานเป็นทีมโดยนำบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญจากหลายสายงาน มารวมตัวกันเพื่อระดมสมองจากทีมเล็ก ๆ โดยมุ่งให้ได้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว 🔼มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง (Communication) กระตุ้นคนในทีมให้เกิดแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กล้าคิด  กล้าทำ มีความสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ และกล้าตัดสินใจ 🔼ขั้นตอนการทำงานกำหนดโปรเจกต์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง โดยทีมงานมีอำนาจการตัดสินใจไม่ต้องรอผู้บริหารอนุมัติ และมีกำหนดกรอบระยะเวลาส่งงานแต่ละครั้ง เพื่ออัปเดตงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลอดเวลา 🔼การทำงานที่สร้างวัฒนธรรมองค์กรส่งเสริมให้บุคลากรเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และตลอดเวลา✌

❤️ลูกน้องรักลูกน้องหลงด้วย 10 เทคนิคพิชิตใจลูกน้อง❤️

1️⃣ลงมือทำให้ลูกน้องเห็นไปเลย เช่น อยากให้ไม่มาทำสาย เราก็ต้องไม่มาทำงานสายเช่นกัน 2️⃣ จัดสรรเครื่องมือ อุปกรณ์ให้พร้อม คอยถามลูกน้องอยู่เสมอว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมไหม 3️⃣ควรเลือกคนให้ถูกกับงาน คุณจะไม่ต้องวุ่นวายไปดูแลเพิ่มเติมให้มากมาย 4️⃣ร่วมแชร์ความสนุกสนาน หรือความเครียดร่วมไปกับทีม 5️⃣ควรให้คนในทีมเข้าใจถึงความสำคัญในงานของพวกเขาที่จะมีผลต่อความสำเร็จขององค์กร 6️⃣ สนุกสนานเข้าไว้ นอกเหนือจากเป็นการลดความตึงเครียดแล้ว เสียงหัวเราะยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างทีมอีกด้วย 7️⃣ติดต่อได้เสมอ คุณอาจจะไม่ได้อยู่ในทุกโปรเจค แต่คุณควรเตรียมพร้อมไว้เสมอ 8️⃣ยอมรับความผิดของตัวเอง เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ลูกทีมของคุณ สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มความไว้ใจให้แก่ทีมคุณและทำให้คุณแก้ปัญหาได้เร็วยิ่งกว่าเดิม 9️⃣ พร้อมที่จะมอบโอกาส และเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับทีมอยู่เสมอ 🔟 ปั้นคนขึ้นมาใหม่ มอบการฝึกอบรมและความรู้เพื่อที่จะหาคนเหล่านี้ที่สามารถผลักดันให้เติบโตยิ่งกว่าเดิมได้อีก✌️

🔔ไลน์ไม่ตอบโทรไปไม่รับสายปิดเครื่องหนีในวันที่มีนัดสัมภาษณ์งาน HR แค่อยากจะบอกว่า🔔

🌈หากในวันที่มีการนัดสัมภาษณ์ผู้สมัครงานไม่สามารถไปตามวันและเวลาที่นัดหมายได้ ควรติดต่อและแจ้งให้เจ้าหน้าที่ HR ได้ทราบถึงสาเหตุของการที่ไม่สามารถมาตามนัดได้ และจะขอเป็นการเลื่อนการสัมภาษณ์ไปก่อน หรือยกเลิกไปเลยก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้สมัคร 🌈ซึ่งการยกเลิกหรือเลื่อนการนัดสัมภาษณ์นั่น ไม่มช่ความผิดที่ร้ายแรงอะไรเลย เพราะแต่ละคนมีปัญหาที่ต้องเจอแตกต่างกันไป 🌈เช่น บางคนได้งานที่ตรงใจกว่าหรือเกิดป่วยกะทันหัน ยิ่งสถานการณ์ในช่วงนี้ที่ Covid-19 กำลังระบาดหนัก ทาง HR เองเข้าใจดีถึงเหตุผลเหล่านั่น ขอเพียวแค่ผู้สมัครติดต่อและแจ้งมา 🌈ผู้สมัครหลายๆคนที่เงียบหาย ติดต่อไม่ได้ และไม่ติดต่อกลับมาทาง HR เลย แบบนี้นอกจากจะไม่ได้งานแล้ว ยังอาจจะทำให้ชื่อของคุณ ติด Blacklistของบริษัทนั่นๆ รวมถึงบริษัทในเครือเดียวกันอีกด้วย และโอกาสที่คุณจะได้งานนั่น ก็จะน้อยตามไปด้วย

✌️เทรนด์ใหม่ของคนวัยทำงานด้วยการสร้าง Growth mindset ให้ทีมเวิร์ค✌️

Growth mindset คือ กรอบความคิดแบบพัฒนาได้ เป็นหลักคิดที่เชื่อว่า คุณสมบัติพื้นฐาน ความรู้ ความสามารถเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ด้วยความพยายามจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง  ดังนั่น มาดูเทคนิคสร้างกรอบความคิดแบบพัฒนาได้ให้กับทีมงานกันว่ามีอะไรบ้าง 1.เริ่มอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป งเริ่มจากการให้ทุกคนแชร์งานที่ตัวเองทำอยู่ให้เพื่อนในทีมฟัง ให้เล่าว่าแต่ละคนมีวิธีการทำงานอย่างไร ในแต่ละวันเจอปัญหาอะไรบ้าง การแชร์ข้อมูลการทำงานระหว่างกันจะช่วยให้พนักงานได้ทบทวนการทำงานของตัวเอง และเรียนรู้วิธีการทำงานของคนอื่นไปพร้อมกัน 2. สนใจที่ผลงาน มากกว่าชั่วโมงทำงาน แทนที่จะนับชั่วโมงการทำงานแบบเก่า ที่ในระหว่างเวลาทำงานต้องนั่งหน้าคอมทำงานเพียงอย่างเดียว ลองเปลี่ยนมาเป็นการวัดประสิทธิภาพการทำงานจากผลงานที่ได้จะดีกว่า กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ ปริมาณงาน เป้าหมายที่ต้องการและ  deadline วันส่งงานให้ชัดเจน แล้วให้พนักงานของคุณไปบริหารเวลาที่ใช้ทำงานเองโดยไม่เข้าไปก้าวก่ายโดยไม่จำเป็น 3.การทำงานที่โปร่งใสและเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างง่าย เปลี่ยนวิธีการทำงานเดิมที่หัวหน้าเป็นคนตัดสินใจ รู้ข้อมูลทั้งหมดคนเดียวและรู้ว่าใครกำลังทำงานอะไรอยู่ มาทำให้ทุกคนสามารถเห็นงานของคนอื่นในทีมได้ และย้ายข้อมูลที่จำเป็นในการทำงานมาไว้ส่วนกลางที่ทุกคนในทีมสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องขออนุญาต  วิธีนี้จะช่วยลดขั้นตอนไม่จำเป็น 4.สร้างนวัตกรรมการทำงานใหม่ ๆ   ลองฝึกให้พนักงานของคุณได้คิดค้นและพัฒนาวิธีการทำงานของตัวเองอยู่เสมอ ผ่านการให้โจทย์งานที่ยากเกินความสามารถเล็กน้อย  เพื่อให้พนักงานของคุณได้ก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเอง หรือให้ไปลงเรียนหลักสูตรสร้างทักษะใหม่ รวมไปถึงเปิดรับสนับสนุนไอเดียใหม่ ๆ

✌️เทรนด์ใหม่ของคนวัยทำงานด้วยการสร้าง Growth mindset ให้ทีมเวิร์ค✌️

Growth mindset คือ กรอบความคิดแบบพัฒนาได้ เป็นหลักคิดที่เชื่อว่า คุณสมบัติพื้นฐาน ความรู้ ความสามารถเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ด้วยความพยายามจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง  ดังนั่น มาดูเทคนิคสร้างกรอบความคิดแบบพัฒนาได้ให้กับทีมงานกันว่ามีอะไรบ้าง 1.เริ่มอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป งเริ่มจากการให้ทุกคนแชร์งานที่ตัวเองทำอยู่ให้เพื่อนในทีมฟัง ให้เล่าว่าแต่ละคนมีวิธีการทำงานอย่างไร ในแต่ละวันเจอปัญหาอะไรบ้าง การแชร์ข้อมูลการทำงานระหว่างกันจะช่วยให้พนักงานได้ทบทวนการทำงานของตัวเอง และเรียนรู้วิธีการทำงานของคนอื่นไปพร้อมกัน 2. สนใจที่ผลงาน มากกว่าชั่วโมงทำงาน แทนที่จะนับชั่วโมงการทำงานแบบเก่า ที่ในระหว่างเวลาทำงานต้องนั่งหน้าคอมทำงานเพียงอย่างเดียว ลองเปลี่ยนมาเป็นการวัดประสิทธิภาพการทำงานจากผลงานที่ได้จะดีกว่า กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ ปริมาณงาน เป้าหมายที่ต้องการและ  deadline วันส่งงานให้ชัดเจน แล้วให้พนักงานของคุณไปบริหารเวลาที่ใช้ทำงานเองโดยไม่เข้าไปก้าวก่ายโดยไม่จำเป็น 3.การทำงานที่โปร่งใสและเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างง่าย เปลี่ยนวิธีการทำงานเดิมที่หัวหน้าเป็นคนตัดสินใจ รู้ข้อมูลทั้งหมดคนเดียวและรู้ว่าใครกำลังทำงานอะไรอยู่ มาทำให้ทุกคนสามารถเห็นงานของคนอื่นในทีมได้ และย้ายข้อมูลที่จำเป็นในการทำงานมาไว้ส่วนกลางที่ทุกคนในทีมสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องขออนุญาต  วิธีนี้จะช่วยลดขั้นตอนไม่จำเป็น 4.สร้างนวัตกรรมการทำงานใหม่ ๆ   ลองฝึกให้พนักงานของคุณได้คิดค้นและพัฒนาวิธีการทำงานของตัวเองอยู่เสมอ ผ่านการให้โจทย์งานที่ยากเกินความสามารถเล็กน้อย  เพื่อให้พนักงานของคุณได้ก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเอง หรือให้ไปลงเรียนหลักสูตรสร้างทักษะใหม่ รวมไปถึงเปิดรับสนับสนุนไอเดียใหม่ ๆ

มาเติม Passion ให้กับพนักงานด้วยการสร้างค่านิยมองค์กร (Core Value) ให้แข็งแกร่งและทรงพลังกันเถอะ

Core Value คือ ค่านิยมองค์กร เป็นชุดความคิดหรือกรอบความคิดหลักที่แสดงความเชื่อและ Identity ขององค์กร  เป็นคำอธิบายว่าองค์กรของเราเป็นใคร ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเป็นหลัก และเป้าหมายหลักขององค์กรคืออะไร ดังนั่นเรามาดูวิธีการ สร้างค่านิยมองค์กรกันว่ามีอะไรบ้าง 1.ทำให้สั้นเข้าไว้ ค่านิยมองค์กรที่ดีนั่นควรเป็นคำสั้น ๆ ง่าย ๆ เข้าใจง่าย แต่มี impact มหาศาล เพื่อทำให้พนักงานสามารถจดจำได้ง่าย และจับใจพนักงาน 2.ให้ความหมายที่เจาะจง และชัดเจน ควรเลือกใช้คำที่มีความหมายเจาะจงและชัดเชนเข้าไว้ เอาแบบที่อ่านแล้วเข้าใจได้เลยทันที  3.อธิบายความเป็นตัวตนของบริษัททั้งต่อพนักงานและโลกภายนอก ถ้าอยากให้คนภายนอกบริษัทเข้าใจหรือเห็นภาพบริษัทเป็นแบบไหน ก็สร้างภาพลักษณ์เหล่านี้ผ่านค่านิยมองค์กรได้เลย 4.ทำให้เป็นเอกลักษณ์ ลือกใช้คำที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนคนอื่นหรือบริษัทอื่นมาเป็นค่านิยมองค์กร จะทำให้บริษัทโดดเด่นและมีความน่าสนใจมากขึ้น 5.ฟังเสียงพนักงานเป็นส่วนใหญ่ ค่านิยมองค์กรจึงควรมาจากเสียงสะท้อนของพนักงานเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง 6.ใช้และปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน สิ่งสำคัญกว่าการกำหนดค่านิยมองค์ก็คือการนำไปใช้ ควรทำให้ค่านิยมองค์กรเป็นกรอบของความคิดและการทำงานในทุกกระบวนการ เพื่อทำให้ทุกคนมี DNA ของบริษัทแบบเดียวกัน

มาเติม Passion ให้กับพนักงานด้วยการสร้างค่านิยมองค์กร (Core Value) ให้แข็งแกร่งและทรงพลังกันเถอะ

Core Value คือ ค่านิยมองค์กร เป็นชุดความคิดหรือกรอบความคิดหลักที่แสดงความเชื่อและ Identity ขององค์กร  เป็นคำอธิบายว่าองค์กรของเราเป็นใคร ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเป็นหลัก และเป้าหมายหลักขององค์กรคืออะไร ดังนั่นเรามาดูวิธีการ สร้างค่านิยมองค์กรกันว่ามีอะไรบ้าง 1.ทำให้สั้นเข้าไว้ ค่านิยมองค์กรที่ดีนั่นควรเป็นคำสั้น ๆ ง่าย ๆ เข้าใจง่าย แต่มี impact มหาศาล เพื่อทำให้พนักงานสามารถจดจำได้ง่าย และจับใจพนักงาน 2.ให้ความหมายที่เจาะจง และชัดเจน ควรเลือกใช้คำที่มีความหมายเจาะจงและชัดเชนเข้าไว้ เอาแบบที่อ่านแล้วเข้าใจได้เลยทันที  3.อธิบายความเป็นตัวตนของบริษัททั้งต่อพนักงานและโลกภายนอก ถ้าอยากให้คนภายนอกบริษัทเข้าใจหรือเห็นภาพบริษัทเป็นแบบไหน ก็สร้างภาพลักษณ์เหล่านี้ผ่านค่านิยมองค์กรได้เลย 4.ทำให้เป็นเอกลักษณ์ ลือกใช้คำที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนคนอื่นหรือบริษัทอื่นมาเป็นค่านิยมองค์กร จะทำให้บริษัทโดดเด่นและมีความน่าสนใจมากขึ้น 5.ฟังเสียงพนักงานเป็นส่วนใหญ่ ค่านิยมองค์กรจึงควรมาจากเสียงสะท้อนของพนักงานเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง 6.ใช้และปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน สิ่งสำคัญกว่าการกำหนดค่านิยมองค์ก็คือการนำไปใช้ ควรทำให้ค่านิยมองค์กรเป็นกรอบของความคิดและการทำงานในทุกกระบวนการ เพื่อทำให้ทุกคนมี DNA ของบริษัทแบบเดียวกัน

💡เทคนิคพรีเซนต์งานอย่างไรให้ปัง  💡

✔ควรทำสไลด์ให้น้อย แต่เน้นสื่อสารด้วยภาพ แทนการใช้ตัวอักษร  พรีเซนต์งานที่ดีคือการพรีเซนต์ที่ผู้พูดสามารถดึงความสนใจจากผู้ฟังได้มากที่สุด ✔ไม่ใช้ Bullet Points แต่เอา Bullet Points แต่ละอันมาแยกเป็นสไลด์เลย พร้อมใช้รูปภาพสื่อความหมาย มีงานวิจัยที่บอกว่ามนุษย์นั้นสามารถจำรูปภาพได้ดีกว่าตัวอักษรถึง 65%  ✔ลูกเล่นในน้ำเสียง เหมือนกับเวลาเล่านิทาน ลองเพิ่มการใช้เสียงสูง เสียงต่ำ หรือเสียงดัง เสียงเบาเข้าไปในพรีเซนต์ของคุณ เพื่อเพิ่มความสนใจให้กับคนฟัง ✔สร้างภาพจำ ด้วยการทำให้คนฟังรู้สึก “ว้าว” เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะทำให้การนำเสนอของคุณเป็นที่น่าจดจำ ไม่ว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ก็ตาม เพราะเมื่อไหร่ที่คนฟังรู้สึก “ว้าว” จะทำให้คนฟังเหล่านั้นสามารถจำเรื่องที่คุณพรีเซนต์ได้แม่นยำ ✔ขยันฝึกซ้อมให้มาก ถ้าคุณอยากพรีเซนต์เก่ง คุณต้องซ้อมให้มาก นอกจากจะทำให้ไม่ลืมสิ่งที่จะพูด กล้ามเนื้อปากที่ได้ฝึกฝนอยู่เสมอก็จะทำให้คุณพูดคล่องขึ้น และยังช่วยลดความตื่นเต้นที่ต้องไปพูดต่อหน้าผู้คนได้ด้วย✌

💡เทคนิคพรีเซนต์งานอย่างไรให้ปัง  💡

✔ควรทำสไลด์ให้น้อย แต่เน้นสื่อสารด้วยภาพ แทนการใช้ตัวอักษร  พรีเซนต์งานที่ดีคือการพรีเซนต์ที่ผู้พูดสามารถดึงความสนใจจากผู้ฟังได้มากที่สุด ✔ไม่ใช้ Bullet Points แต่เอา Bullet Points แต่ละอันมาแยกเป็นสไลด์เลย พร้อมใช้รูปภาพสื่อความหมาย มีงานวิจัยที่บอกว่ามนุษย์นั้นสามารถจำรูปภาพได้ดีกว่าตัวอักษรถึง 65%  ✔ลูกเล่นในน้ำเสียง เหมือนกับเวลาเล่านิทาน ลองเพิ่มการใช้เสียงสูง เสียงต่ำ หรือเสียงดัง เสียงเบาเข้าไปในพรีเซนต์ของคุณ เพื่อเพิ่มความสนใจให้กับคนฟัง ✔สร้างภาพจำ ด้วยการทำให้คนฟังรู้สึก “ว้าว” เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะทำให้การนำเสนอของคุณเป็นที่น่าจดจำ ไม่ว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ก็ตาม เพราะเมื่อไหร่ที่คนฟังรู้สึก “ว้าว” จะทำให้คนฟังเหล่านั้นสามารถจำเรื่องที่คุณพรีเซนต์ได้แม่นยำ ✔ขยันฝึกซ้อมให้มาก ถ้าคุณอยากพรีเซนต์เก่ง คุณต้องซ้อมให้มาก นอกจากจะทำให้ไม่ลืมสิ่งที่จะพูด กล้ามเนื้อปากที่ได้ฝึกฝนอยู่เสมอก็จะทำให้คุณพูดคล่องขึ้น และยังช่วยลดความตื่นเต้นที่ต้องไปพูดต่อหน้าผู้คนได้ด้วย✌