🎈หลักการง่าย ๆ 8 ข้อกับการบริหารงานอย่างมีคุณภาพ🎈

👉 องค์กรที่มุ่งเน้นลูกค้า (Customer-Focused Organization) เป็นหลักการที่ใช้การจับจุดให้ได้ว่า อะไรคือ Customer Needs & Expectation และสามารถตอบสนองในจุดที่ลูกค้าต้องการให้ดีที่สุด ให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการให้ได้มากที่สุด 👉 ภาวะผู้นำ (Leadership) ความสามารถของผู้นำที่สามารถชักนำ โน้มน้าวให้คนคล้อยตามได้ มีเป้าหมายที่ชัดเจน และสามารถนำคนให้ปฏิบัติกิจกรรมใดๆ ให้ลุล่วงเป้าหมายนั้นอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 👉 การมีส่วนร่วมของพนักงาน (Involvement of People) เพราะคนที่จะเป็นผู้ลงมือทำระบบนั้นก็คือตัวพนักงานเอง และต้องใช้ความร่วมมือกันอย่างแข็งขันทั่วทั้งองค์กร 👉 วิถีเชิงกระบวนการ (Process Approach) หมายถึง ให้มองงาน / กระบวนการ / กิจกรรมต่างๆ ให้มองเป็นรูปแบบของกระบวนการที่แต่ละ Process จะมีทั้งปัจจัยเข้า และปัจจัยออก 👉 วิถีเชิงระบบในการจัดการ (System Approach to Management) หลังจากที่เราได้ Process ในการทำงานแล้วให้เรานำ Process มาเรียงกันก็จะได้เป็นระบบ (System) จากนั้นจะเป็นไปตามลำดับแลการมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) […]

💡ส่อง คุณสมบัติของหัวหน้างานที่ประสบความสำเร็จกัน ว่ามีอะไรบ้าง💡

✔ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน เมื่อพวกเขาได้แสดงความสามารถที่ทำให้คุณพึงพอใจแล้ว จงบอกพวกเขา และแสดงให้พวกเขาเห็นว่าคุณเอาใจใส่ เชื่อใจ และมองเห็นสิ่งที่ดีในตัวพวกเขา ✔ สื่อสารกับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นประจำในทุก ๆ ช่องทาง ทั้งแบบตัวต่อตัว ทั้งผ่านเอกสาร และการเขียนอีเมล รวมถึงการฟัง และให้คำแนะนำติชมพวกเขา ✔ สร้างทีมให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้สมาชิกในทีมได้มีพัฒนาการในการทำงาน ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ และความคิดสร้างสรรค์ และได้ผลิตผลที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น ✔ รู้จักวิธีการสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาให้พวกเขามีแรงจูงใจในการอุทิศตนให้กับการทำงาน เพื่อเป้าหมายคือความสำเร็จขององค์กร ✔ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง และสร้างทัศนคติให้ลูกน้องได้ตระหนักถึงความสำคัญในการทำตามแบบอย่างของคุณ ✔ ส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีการพัฒนาทักษะและความสามารถด้านต่างๆ ผ่านการเรียนรู้จากการทำงานในทุก ๆ วัน ให้ได้มากที่สุด😊😊

🔎 ส่อง พฤติกรรมของผู้นำแต่ละประเภทว่ามีอะไรบ้าง 🔎
ตัวอย่างของผู้นำบางประเภท ลองมาดูว่าคุณเป็นผู้นำแบบไหน

🌈 ผู้นำแบบบุรุษเหล็ก / สตรีเหล็ก (Strongman)เป็นผู้นำที่ใช้แต่คำสั่งคำหรือแนะนำเป็นเครื่องมือทำให้เกิดอิทธิพลต่อผู้ตาม ผู้นำแบบนี้ใช้อำนาจที่มากับตำแหน่งด้วยวิธีข่มขู่ให้ลูกน้องเกรงขาม และนิยมที่จะใช้คำสั่งที่ลงไปข้างล่างให้ลูกน้องหรือคนอื่นจำต้องยินยอมปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 🌈 ผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (Transactor)เป็นผู้นำที่ใช้รางวัล (rewards) เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกับการปฏิบัติตาม ของผู้ตามรางวัลหรือผลประโยชน์แลกเปลี่ยนจึงเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้ผู้นำมีอิทธิพลต่อผู้ตามให้ยินยอมปฏิบัติตาม 🌈 ผู้นำแบบนักวิสัยทัศน์ (Visionary hero)เป็นผู้นำที่ใช้บุคลิกภาพและความสามารถพิเศษ (charisma) ของตัวเองเป็นเครื่องมือ ทำให้เกิดอิทธิพลกระตุ้นเกิดแรงบันดาลใจแก่ผู้ตามให้อยากทำตามอย่าง ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาต่อตัวผู้นำ 🌈 ผู้นำแบบชั้นยอด (Super Leader) เป็นผู้นำที่มุ่งพัฒนาผู้ตาม เพื่อให้สามารถนำตนเองได้ จนในที่สุดผู้ตามก็แปรสภาพไปเป็นผู้นำโดยอัตโนมัติ เป็นผู้ที่ยึดเอาจุดแข็งของผู้ตามเป็นสำคัญ เป็นผู้นำที่เข้าใจนำคนอื่นให้เขารู้จักนำตัวเอง 😊😊

🚩แนะนำ เทคนิคการบริหารเวลาสำหรับหัวหน้างานกัน 🚩

👉 การจดบันทึกการทำงานในรอบสัปดาห์ จะช่วยให้เห็นภาพรวมและช่วยในการจัดการกับงานต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เพราะจะเห็นว่าคุณใช้เวลาไปกับอะไรมากน้อยแค่ไหน 👉 ในทุกๆ กิจกรรมที่ทำควรมีการกำหนดเวลาเสมอ เพราะงานที่ทำอยู่ไม่เสร็จเสียทีประเมินว่างานนั้นเริ่มเมื่อไร จบเมื่อไร และพยายามทำให้ได้ตามที่วางแผนเอาไว้ 👉 วางแผนการทำงาน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเวลาทำงานที่มีทั้งหมด ควรให้กับสิ่งที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด 👉 ควรจัดสรรเวลาสำหรับการถูกขัดจังหวะ เช่น การให้ลูกน้องเข้าพบเพื่อตามงาน หรือขอคำปรึกษาต่าง ๆ ในกรณีที่ไม่เร่งด่วน ก็ให้ลูกน้องเข้าพบได้ตามเวลาที่คุณกำหนด 👉 ควรจัดสรรเวลาสำหรับการเคลียร์งานของตนเอง เมื่อกำหนดเวลาในการเข้าพบได้ คุณก็จะมีช่วงเวลาสำหรับจัดการงานของตัวเองให้เสร็จด้วยเช่นกัน 👉 ควรปิดช่องทางการสื่อสารที่ไม่จำเป็น เช่น ปิดแชท ปิดสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ยังไม่ต้องรีบตอบอีเมลที่ไม่เร่งด่วน ไม่รับสายที่ไม่เร่งด่วน เพื่อจดจ่ออยู่กับงานในช่วงเวลาที่คุณต้องเร่งงานให้เสร็จ 👉 ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของวันคือก่อนเริ่มงาน คุณควรใช้เวลา 30 นาทีแรกของการทำงานในแต่ละวันเพื่อวางแผนการทำงานในวันนั้น ๆ ไม่ควรเริ่มงานโดยที่ไม่ได้วางแผนเด็ดขาด 👉 ให้คิดก่อนลงมือทำงานใด ๆ ก็ตามว่า อยากให้งานชิ้นนั่นออกมาเป็นอย่างไร และเมื่อทำเสร็จแล้วให้ประเมินว่าตรงตามที่ได้คิดเอาไว้หรือไม่ 😊😊

💡แนะนำ สร้างความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน (Work-life balance)💡

🌈 จงยอมรับว่าไม่มีอะไรที่เพอร์เฟคตลอด ยิ่งเราโตขึ้น เราก็ต้องรับผิดชอบอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น และการทำเรื่องต่างๆ ให้สมบูรณ์แบบ มันก็ยากขึ้นมากด้วย คุณควรจะตั้งเป้าหมายงานของคุณไว้ที่ “ดีมาก” แต่ไม่ต้องถึงกับ “ยอดเยี่ยม” หรืออย่าคาดหวังมากจนเกินไป 🌈 หยุดใช้เทคโนโลยีบ้าง คุณควรมีเวลาที่คุณควรจะปิดมือถือและดื่มด่ำกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะการแจ้งเตือนจากมือถือนั้นจะรบกวนเวลาพักผ่อน และทำให้ร่างกายของคุณเครียดแบบไม่รู้ตัว 🌈 ออกกำลังกายและทำสมาธิบ้าง แม้เราจะยุ่งแค่ไหน เราก็ยังสามารถหาเวลากินข้าว เวลาไปเข้าห้องน้ำ เวลานอนได้ ฉะนั่น เราก็ควรหาเวลาออกกำลังกายให้ได้เช่นกัน เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายเราสร้างฮอร์โมน Endorphine ซึ่งมีคุณสมบัติต้านความเครียด ทำให้เราเครียดน้อยลงและอารมณ์ดีมากขึ้น 🌈 จำกัดกิจกรรมและผู้คนที่ทำให้เสียเวลา ต์ออกมาว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตคุณ และมั่นใจว่ามันเป็นความต้องการของคุณจริงๆ ไม่ใช่อะไรที่คุณคิดว่าคุณควรจะทำ จากนั้น วาดขอบเขตให้ชัดเจน เพื่อที่คุณจะสามารถเลือกเอาเวลาดีๆ ไปให้ผู้คนหรือกิจกรรมที่สำคัญมากๆ 🌈 ปรับเปลี่ยนขั้นตอนในการใช้ชีวิต บางครั้งเราก็ทำอะไรจนติดเป็นนิสัย แล้วเราก็มักจะบอกตัวเองว่า มันเป็นนิสัยแย่ๆ ที่แก้ไม่ได้หรอก แต่จริงๆแล้วเราแค่ขี้เกียจปรับปรุงตัวคิดดูดีๆ ว่าคุณจะทำนิสัยแย่ๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆเหรอ? 🌈 เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จนเกินไป มันอาจจะทำให้เราท้อได้ แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่าจะลดข้าวเย็น โดยเริ่มจากค่อยๆกืนข้าวให้น้อยลงหรือลดปริมาณแล้วจึงค่อยเปลี่ยนไปกินนม หรือผลไม้แทน😊😊

✨️ แนะนำ 5 วิธีปรับโครงสร้างองค์กรที่มีแต่คนรุ่นเก่า✨️

1️⃣พูดคุยถึงปัญหาขององค์กรอย่างเปิดใจ สิ่งจำเป็นที่สุดของการเริ่มต้นแก้ไขไม่ว่าอะไรก็ตาม คือการชี้ให้เห็นว่าปัญหาคืออะไร ทำไมคุณต้องทำสิ่ง ๆ นี้ จุดมุ่งหมายของการเปลี่ยนคืออะไร แล้วหากปล่อยไว้ไม่แก้ไข ปลายทางองค์กรจะเจอกับอะไร การอธิบายอย่างมีเหตุผลจะช่วยให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความราบรื่นขึ้น 2️⃣จัดคอร์สอบรมทักษะและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เมื่อทราบถึงปัญหาแล้วต่อไปก็เข้าสู่ขั้นตอนการแก้ไข คือพาคนรุ่นเก่าที่มองว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นเรื่องห่างไกลให้ใกล้ชิดกว่าเดิม เริ่มด้วยการจัดคอร์สอบรมหรือเทรนนิงขึ้นในบริษัท รวมถึงฝึกฝนสกิลต่าง ๆ ทั้ง Hard และ Soft Skill ที่จำเป็นกับการทำงานในยุคนี้ 3️⃣แลกเปลี่ยนวิธีการทำงานกันภายในทีม อาจจะจัดเป็น Session การพูดคุยระหว่างคนในทีม ตั้งแต่ระดับเด็กใหม่ไปจนถึงระดับหัวหน้า แลกเปลี่ยนถึงวิธีการทำงานของกันและกัน แต่คนมีทริคอะไร ใช้วิธีไหน หรือมีโปรแกรมทำงานอะไรน่าสนใจ เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการทำงานร่วมกัน 4️⃣ควรประเมินการทำงานคนรุ่นเก่าอย่างตรงไปตรงมา เรียกได้ว่าเป็นการสะท้อนการทำงานตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาของคุณว่าภาพรวมเป็นอย่างไร มีอะไรที่พัฒนาขึ้นหรือส่วนไหนยังต้องปรับปรุง 5️⃣วัดผลการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นประสิทธิภาพของงานเป็นที่ตั้ง ทั้งฟีดแบคจากลูกค้า ตัวเลขต่าง ๆ ผลกำไร ขาดทุน ยอดขาย ถ้าคุณเป็นคนรุ่นเก่าที่ยังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม คุณภาพงานยังตรงกับที่บริษัทตั้งเป้าไว้ ก็ไม่ต้องกังวลเลย 😊😊

💭 หลักการ Brainstorming รวบรวมไอเดีย และความคิดจากการระดมสมอง 💭

Brainstorming คือการระดมสมอง เป็นกระบวนการรวบรวมความคิดและไอเดียร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อหาทางออกหรือวิธีการแก้ปัญหาร่วมกันโดยมีขั้นตอนและวิธีการดังต่อไปนี้ 1️⃣ กำหนดหัวข้อในการระดมสมองให้ชัดเจน ควรกำหนดให้ชัดเจนว่าที่เรามาคุยกันวันนี้มีเป้าหมายเพื่ออะไร เพื่อแก้ปัญหา เพื่อปรับปรุงพัฒนา หรือเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ควรเป็นหัวข้อที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้แนวทางในการพูดคุยมีทิศทางที่ชัดเจน ตรงประเด็น 2️⃣ ตั้งผู้ดำเนินการ หรือผู้อำนวยความสะดวก(Facilitator)ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ต้องเป็นคนที่เป็นกลาง คอยอำนวยความสะดวกให้ทุกคนในทีมแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกัน คอยสังเกตไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นนานเกินไป รวมไปถึงต้องเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหากเกิดข้อขัดแย้งกัน เป็นคนคอยคลี่คลายบรรยากาศตึงเครียดต่าง ๆ 3️⃣ กำหนดเวลาในการระดมสมอง วรมีระยะเวลาประมาณ 30 นาที – 1.5 ชั่วโมง ไม่ควรสั้นหรือยืดเยื้อนานเกินไป เพราะการประชุมที่ใช้เวลานานเกินไปอาจส่งผลให้สมองเริ่มล้า ไอเดียตีบตัน หลุดประเด็น 4️⃣ ออกไอเดียให้เยอะเข้าไว้ ยิ่งออกไอเดียเยอะเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ทีมหาความเป็นไปได้ที่เหมาะสมที่สุดเจอมากขึ้นเท่านั้น 5️⃣ ต่อยอดไอเดียของกันละกัน นอกจากการพูดแชร์ไอเดีย อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นมาก ๆ ในการระดมสมอง คือ “การรับฟัง” และ “การต่อยอดไอเดียของกันและกัน” ในการแชร์ไอเดียแต่ละครั้งควรพูดทีละคน คุยทีละเรื่อง เพื่อป้องกันความสับสนและไม่ให้ไอเดียดี ๆ หล่นหายไป 6️⃣ อย่าลืมจดบันทึกทุกไอเดีย ทุกไอเดียมีค่าเสมอ ไม่ควรมองข้ามแม้จะเป็นไอเดียที่ธรรมดาหรือแปลกแวกแนวแค่ไหนก็ตาม […]

🙏4 เคล็ดลับ ที่จะทำให้คน GEN Y อยู่คู่กับองค์กรไปนานๆ🙏

👉 ให้อิสระกับเขา ให้เขาได้บริหารจัดการเวลาด้วยตนเอง มอบหมายงานให้พวกเขาแบบเป็นจ๊อบๆ และให้พวกเขาบริหารทุกอย่างด้วยตนเอง และคน Gen Y จะหาวิธีทำงานเองได้อย่างรวดเร็วและดีที่สุดในแบบของพวกเขา 👉 ให้ความชื่นชม เวลาที่จะชื่นชมคน Gen Y ควรชื่นชมที่ผลลัพธ์ของการทำงาน และโฟกัสที่ผลงานของพวกเขา คุณไม่จำเป็นต้องไปกดดันขั้นตอนการทำงานของพวกเขาเลย สิ่งที่คุณควรจะทำคือให้เวลาและโอกาส พร้อมทั้งความเชื่อมั่นในตัวพวกเขา 👉 ไกด์ให้พวกเขามองการไกล เพราะพวกเขามองความสำคัญของเวลาต่างจากคน Gen อื่นๆ สิ่งที่คุณควรจะทำคือไกด์ให้พวกเขามองสิ่งต่างๆ ยาวๆ ไปถึงอนาคต เพราะพวกเขาจะมีพลังมากขึ้น หากรู้สึกว่าตัวเองมีเป้าหมายบางอย่างที่ชัดเจน 👉 เป็นตัวอย่างที่ดี คน Gen Y มีความมั่นใจในตัวเองสูง และพวกเขาเชื่อมั่นในเหตุและผล ดังนั้นการทำเป็นตัวอย่างให้พวกเขาดู ย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าการออกคำสั่ง การขอร้อง หรือการอบรม 😊 เพียงเท่านี้เขาก็จะอยากอยู่กับเราไปนานๆ โดยไม่คิดที่จะอยากเปลี่ยนงานใหม่แล้ว 😊

🎈แนะนำ 5 วิธีขจัดความขี้เกียจระหว่างทำงานได้อยู่หมัด🎈

🌈คิดถึงเป้าหมายของเราเข้าไว้ ทุกคนต้องมีเป้าหมายชีวิต ถึงแม้จะยังหามันไม่เจอ แต่คุณต้องมีเป้าหมายในชีวิตสักอย่างเพื่อเป็นแรงผลักดันให้รู้สึกตื่นมาแล้ว สดชื่น 🌈งานที่ทำอยู่สอดคล้องกับเป้าหมายหรือเปล่า ควรหางานที่ทำแล้วสอดคล้องกับความต้องการของคุณในอนาคต แล้วคุณจะมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น 🌈รู้ตัวว่าตัวเองขี้เกียจ คอยเตือนตัวเองไว้เสมอว่า เราเป็นคนขี้เกียจ และให้เราจดจ่อกับสิ่งที่เราทำอยู่ในทุกขณะว่า ตอนนี้เราทำหน้าที่ของเราอยู่หรือเปล่าต้องมีสติตลอดเวลา อย่าว๊อกแว๊ก 🌈พักเป็นระยะ ควรลุกไปพักแบบจริงจัง แล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่ อาจลุกไปเข้าห้องน้ำ ลุกไปเช็คมือถือส่วนตัว หรือลุกไปซื้อกาแฟสักพัก 🌈ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องเน้นความหนัก แต่เน้นความสม่ำเสมอ จะเป็นตอนเช้าก่อนไปทำงานหรือก่อนนอนก็ได้ ❤ทางเราขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ทุกคนฟันฟ่าอาการขี้เกียจของตัวเองไปให้ได้นะคะ❤

💭รวม 7 คำถามสัมภาษณ์งานยอดนิยมสำหรับเด็กจบใหม่❓

1️⃣ รบกวนแนะนำตัวเองให้เรารู้จักหน่อย เป็นคำถามพื้นฐานเพื่อทำความรู้จักกับผู้ถูกสัมภาษณ์เบื้องต้น โดยผู้ถูกสัมภาษณ์สามารถตอบหรือเล่าอะไรก็ได้ แต่ในการเล่าก็จำเป็นต้องระวังด้วยเพราะคำถามนี้จะเป็นการเช็คทัศนคติในคราวเดียวกัน2️⃣ ตอนเรียนทำกิจกรรม หรือโปรเจ็คต์อะไรบ้าง ผู้สัมภาษณ์จะให้ความสำคัญกับกิจกรรมหรือโปรเจ็คต์การทำงานที่เคยทำในสมัยเรียน เนื่องจากการทำกิจกรรมระหว่างเรียน หรือการทำโปรเจ็คต์จบเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงทัศนคติ รวมไปถึงสะท้อนให้เห็นทักษะในการทำงานด้านต่างๆ3️⃣ เพราะอะไรถึงสนใจสมัครงานตำแหน่งนี้ เด็กจบใหม่หลายคนใช้วิธีการสมัครงานแบบร่อนใบสมัครโดยที่ตัวเองจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสมัครงานอะไรบ้าง และตำแหน่งอะไรบ้าง คำถามนี้จะเป็นการยืนยันความต้องการในการทำงานนี้จริงๆ4️⃣ จงบอก ข้อดี – ข้อเสียของตัว ผู้สัมภาษณ์หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะพิจารณาทักษะในการวิเคราะห์ของผู้ถูกสัมภาษณ์ รวมถึงวิเคราะห์ข้อดี – ข้อเสียของเราว่าเหมาะกับการทำงานของบริษัทหรือไม่5️⃣ คาดหวังกับการทำงานที่นี่อย่างไร เป็นคำถามที่วัดความมุ่งมั่นในการทำงานของผู้ถูกสัมภาษณ์ เพราะไม่เพียงตอบว่าจะทำงานอย่างไร แต่ยังเป็นการบอกว่าผู้ถูกสัมภาษณ์มองที่นี่อย่างไร ต้องการทำงานที่บริษัทในระยะยาวหรือไม่ และตั้งเป้าหมายการทำงานที่นี่อย่างไร6️⃣ เงินเดือนที่คาดหวัง คำถามนี้เป็นการประเมินความสามารถในการทำงานของเรา โดยบริษัทอาจเสนอเงินเดือนสำหรับเด็กจบใหม่ด้วยวุฒิปริญญาตรีแต่ถ้าคิดว่าตัวเรามีความสามารถมากกว่านั้นก็ต้องลองเสี่ยงเรียกตามความสามารถ เพื่อประเมินความพึงพอใจในการจ้างงานของทั้งสองฝ่าย7️⃣ สามารถเริ่มงานได้เมื่อไหร่ เป็นคำถามปิดจ็อบสำหรับการสัมภาษณ์งาน โดยอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจตอนไปว่าสามารถเริ่มงานได้ทันที แต่ให้ตอบไปตามความเป็นจริง เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเริ่มทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ